• Home
  • /
  • Media Mentions
  • /
  • GEN4 “ถาวรว่องวงศ์” ปรับพอร์ตธุรกิจสร้างแลนด์มาร์กใหม่ภูเก็ต- หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

GEN4 “ถาวรว่องวงศ์” ปรับพอร์ตธุรกิจสร้างแลนด์มาร์กใหม่ภูเก็ต- หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

จัดว่าเป็นอีกหนึ่งตระกูลเก่าแก่ของ จ.ภูเก็ต ก็ว่าได้สำหรับ “ถาวรว่องวงศ์” ซึ่งต้นตระกูล “อ๋องซิมผ่าย” อพยพจากเมืองจีน เข้ามาปักหลักทำเหมืองแร่ สวนยางพารา จนบุกเบิกลงทุนธุรกิจโรงแรมเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว แม้ที่ผ่านมาจะเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 มีภาระหนี้ร่วม 3 พันล้านบาท แต่หลังการเข้ามาบริหารอย่างเต็มตัวของทายาทรุ่น 4 ก็ทำให้ธุรกิจผ่านมรสุม และเริ่มวางแนวทางในการขยายธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ อ่านได้จากสัมภาษณ์ “เลิศ ถาวรว่องวงศ์” กรรมการบริหารโรงแรมในเครือถาวร โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ตั้งเป้ารายได้ปีหน้าแตะ 600 ล้าน
จากการเข้ามาบริหารธุรกิจของตระกูลอย่างเต็มตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สิ่งแรกที่ทำ คือ การตัดขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพื่อลดภาระหนี้ให้ได้มากที่สุด จึงยอมเสียที่ดินในเมืองไปหลาย 10 ไร่ เจรจากับธนาคารแฮร์คัตหนี้ ทำให้ในช่วง 1-2 ปีแรก ตัดภาระหนี้ไปได้เกือบ 1.8 พันล้านบาท จากนั้นก็ปฏิวัติระบบการเงินของบริษัท เพิ่มกระแสเงินสดเข้ามาจนมั่นคง เพียงพอต่อการบริหารจัดการโรงแรม ปรับปรุงโรงแรมตามความเหมาะสม เน้นการมีวินัยทางการเงิน และควบคุมการจัดซื้อจัดจ้างอย่างละเอียด โดยติดต่อกับซัพพลายเออร์ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ทำให้รู้ต้นทุนทุกอย่างในการดำเนินธุรกิจโรงแรมที่เกิดขึ้น

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ดังนั้น ตอนนี้เราจึงมีสภาพคล่องที่ดีสุด จากในอดีตที่มีปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ปัจจุบัน เรามีกระแสเงินสดในมือเกือบ 200 ล้านบาท ณ กลางปี 2561 ทำให้สามารถทยอยใช้หนี้ก่อนกำหนด จนปัจจุบันเราเหลือหนี้อยู่ราว 1 พันล้านบาท ในอีก 3 ปีนี้ ก็จะเหลือ 400-500 ล้านบาท และจะล้างหนี้ทั้งหมดได้ในไม่ช้า

อีกทั้งวันนี้ธุรกิจหลัก คือ โรงแรม 2 แห่งที่ภูเก็ต คือ ถาวร ปาล์ม บีช รีสอร์ท ที่หาดกะรน และถาวร บีช วิลเลจ รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่หาดนาคาเลย์ สามารถทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งยังมีรายได้สูงสุดนับจากดำเนินธุรกิจ โดยอยู่ที่ 525 ล้านบาท และในปีหน้าคาดว่าจะทำรายได้แตะ 600 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงเราจะเน้นการเดินตลาดพบปะกับเอเยนต์เอง รวมถึงการเจาะกลุ่มลูกค้าที่ผสมผสานหลายตลาด อาทิ จีน อิตาลี อังกฤษ ลูกค้าของโรงแรมกว่า 90% จะเป็นชาวต่างชาติ ส่วนอีก 10% เป็นลูกค้าคนไทย

เร่งเจาะแพลตฟอร์มออนไลน์
ไม่เพียงการทำตลาดผ่านเอเยนต์เท่านั้น ขณะนี้เรากำลังจะเน้นผลักดันยอดขายผ่านการทำตลาดออนไลน์ด้วย ซึ่งข้อดีของการที่เราบริหารโรงแรมเอง โดยไม่ได้ใช้เชนต่างประเทศมาบริหารเหมือนหลายโรงแรมในภูเก็ต ทำให้เราสามารถยืดหยุ่นเรื่องราคาขายห้องพักได้โดยที่ไม่ขาดทุน เพราะเรารู้ว่าต้นทุนของโรงแรมเมื่อมีลูกค้ามาใช้บริการในแต่ละห้องต่อวันจะอยู่ที่ราคาเท่าไหร่

ขณะเดียวกัน ทางโรงแรมก็มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่สามารถเข้าไปดูราคาของคู่แข่งและปรับเรตราคาขายได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการพัฒนาสื่อของตัวเอง ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบ และไลน์ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการเจาะกลุ่มตลาดไมซ์ เนื่องจากจะเป็นอีกตลาดที่สามารถขายได้ นอกเหนือจากการขายห้องพัก การแต่งงานในกลุ่มตลาดอินเดีย ขณะเดียวกัน ยังมีแผนจะสร้างห้องพักเพิ่มเติมอีก 5 ห้อง เพื่อขยายฐานรายได้ด้วย

พัฒนาอสังหาฯกลางเมือง
จากสภาพคล่องที่มีและการบริหารงานอย่างมีวินัยทางการเงิน ทำให้ผมมั่นใจว่า ธุรกิจจะเติบโตได้อย่างมั่นคง ทั้งในขณะนี้ผมก็เริ่มที่จะวางแผนธุรกิจในอีก 3-10 ปีข้างหน้าได้แล้ว โดยมีแผนจะปรับปรุงโรงแรมถาวรในเมือง ซึ่งเป็นโรงแรมแรกของตระกูลที่อายุกว่า 28 ปีแล้ว มีแผนจะปรับปรุงให้กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของ จ.ภูเก็ต เพื่อให้สมศักดิ์ศรีของการเป็นโรงแรมฟูลเซอร์วิสแห่งแรกของจ.ภูเก็ต

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ประกอบกับยังมุ่งเป้าที่จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในใจกลางเมืองภูเก็ต ซึ่งทางตระกูลมีที่ดินอยู่เกือบ 400 ไร่ ราว 10 โฉนด เป็นตึกแถวหลายอาคาร ที่เดิมเราให้เซ้งสัญญา 30 ปี โดยไม่ได้เข้าไปดูแลพัฒนามาหลายสิบปีและสัญญาจะหมดในปี 2562 ทำให้ต่อไปหลังหมดสัญญาเราจะพัฒนาให้อสังหาริมทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าสูง ด้วยการดึงดูดร้านค้าผู้เช่าที่มีคุณภาพให้เข้ามา

นอกจากนี้ เรายังที่ดินราว 2 พันไร่ ใน จ.พังงา ที่ให้เช่าทำเกษตรกรสวนยางอยู่ ซึ่งราคายางพาราปัจจุบันตกต่ำมาก อนาคตก็มองว่า อาจจะเปลี่ยนเป็นการทำเกษตรแนวอื่น หรือจะทำอะไรก็ต้องมาร่วมกันพิจารณาต่อไป

ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจของตระกูลถาวรว่องวงศ์ ภายใต้การกุมบังเหียนของทายาทรุ่น 4 ที่เกิดขึ้น

| สัมภาษณ์ โดย ธนวรรณ วินัยเสถียร

ที่มา | หน้า 22 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3426 ระหว่างวันที่ 13 – 15 ธันวาคม 2561